เครือข่ายงดเหล้าเสนอ “บิ๊กตู่” หลังรัฐบาลเก็บภาษีน้ำเมาต่ำกว่าเป้า สวนทางหารายได้เข้ารัฐ

เครือข่ายงดเหล้า ร่อนหนังสือถึง “บิ๊กตู่” เสนอแนวคิดหลังรัฐบาลจัดเก็บภาษีน้ำเมาต่ำกว่าเป้า ชี้ สวนทางการหารายได้เข้ารัฐ แนะยึดประโยชน์สูงสุดของ ปชช.ลดนักดื่มนักสูบ ต้นเหตุปัญหาสังคม – สุขภาพ

วันนี้ (25 พ.ค.) นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า ตนได้ทำหนังสือไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเสนอนโยบาย กรณีกรมสรรพสามิตเก็บภาษีแอลกอฮอล์ลดลง ตามที่กรมสรรพสามิตได้รายงานการจัดเก็บรายได้จากภาษีสุราและเบียร์ในรอบ 7 เดือน ต่ำกว่าเป้า 6,341 ล้านบาท โดยเฉพาะใน เม.ย. นี้ ต่ำกว่าเป้า 606 ล้านบาท โดยระบุเหตุผล 1. รัฐบาลได้รณรงค์ให้งดดื่มแอลกอฮอล์ และจัดโซนนิ่งห้ามดื่ม โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ปกติจะมีการดื่มมากขึ้นและกรมฯ สามารถเก็บภาษีได้มาก แต่รัฐบาลได้มีมาตรการเขตโซนนิ่งห้ามดื่มในเขตเล่นน้ำ ในสถานีขนส่ง และพื้นที่ต่างๆ ทำให้ยอดการขายลดลง และการเก็บภาษีน้อยลงด้วย 2. ธุรกิจแอลกอฮอล์ได้ปรับสูตรการผลิตโดยลดปริมาณแอลกอฮอล์ เช่น เดิมปริมาณแอลกอฮอล์ผสม 5% ลดลง 3% และปรับลดขนาดเบียร์กระป๋องจาก 350 ซีซี เหลือ 330 ซีซี เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นจากการถูกเก็บภาษีเพิ่มเข้ากองทุนผู้สูงอายุ

“เครือข่ายฯขอบคุณกรมสรรพสามิต ที่ชี้แจงเหตุผล และย้ำว่า การที่ภาษีรัฐบาลเก็บได้ต่ำลง แต่เป็นผลดีต่อสังคมและสุขภาพคนไทยที่ดื่มเหล้าเบียร์ลดลง สะท้อนจากองค์ความรู้ทั่วโลก รวมทั้งธนาคารโลก ระบุชัดเจนว่า การควบคุมน้ำเมา และบุหรี่ ยิ่งควบคุมยิ่งส่งผลดีต่อ ทั้งเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขชื่อ HITAP คำนวณความสูญเสียจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีมูลค่าประมาณ 2 เท่าของภาษีที่เก็บได้ นั่นแปลว่าการเก็บภาษีจากน้ำเมา เก็บได้น้อยนั้นกลับเป็นผลดี เพราะ รัฐบาลก็เสียงบประมาณแก้ปัญหาน้อย” นายธีระ กล่าว

นายธีระ กล่าวว่า เครือข่ายฯ มีความห่วงต่อนโยบายที่ขัดแย้งกันระหว่างการจัดเก็บเพิ่มรายได้ของรัฐ กับการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน จึงขอเสนอแนะ 3 ข้อ ดังนี้ 1. การที่กรมสรรพสามิตเก็บภาษีแอลกอฮอล์ลดลง กลายเป็นผลลบต่อผลการดำเนินงานของกรมสรรพสามิต ตามระเบียบว่าด้วยการวัดประสิทธิภาพ ของหน่วยงานภาครัฐที่กำหนดตัวชี้วัดเรื่องการเพิ่มขึ้นของรายได้ภาษี ดังนั้น จึงควรทบทวนตัวชี้วัดเรื่องจำนวนภาษีจากสินค้าแอลกอฮอล์ และบุหรี่ เป็นสินค้าพิเศษที่ไม่อยู่ในข่ายการวัดด้วยจำนวนภาษีที่ต้องเพิ่มขึ้นในทางเดียวเท่านั้น แต่ต้องเป็นการประเมินผลที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการลดจำนวนนักดื่มนักสูบ เพื่อลดปัญหาสังคม และปัญหาสุขภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจสังคมของประเทศในระยะยาว 2. เพื่อให้แนวโน้มปัญหาและจำนวนนักดื่มลดลงอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการตามมาตรการในแผนยุทธศาสตร์นโยบายแอลกอฮอล์แห่งชาติ โดยกระทรวงสาธารณสุขต้องเร่งรัดดำเนินการตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งต้องเน้นผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานควบคุมแอลกอฮอล์จังหวัดและการบูรณาการกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมาทิศทางการทำงานร่วมกันได้ผลในบางจังหวัดแต่อีกหลายจังหวัดยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร และ 3. ควรเตรียมศึกษาและพิจารณาขึ้นภาษีแอลกอฮอล์ในโอกาสต่อไป อย่างน้อยเพิ่มตามอัตราเงินเฟ้อเพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐบาลชดเชยในส่วนที่ลดลง ประกอบกับควรศึกษาเรื่องการจำกัดจำนวนร้านค้าย่อยโดยควบคุมใบอนุญาตขาย ลดจำนวนช่องทางการเข้าถึง ซึ่งทั้งสองมาตรการจะส่งผลดีต่อการลดจำนวนนักดื่มและลดปัญหาต่อไป

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์